วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

วันอังคารที่ 10 ตุลาคม 2560



วันอังคารที่ 10 ตุลาคม 2560

เช้าอากาศแจ่มใสทำให้ดิฉันตื่นสายมาเรียนสายแถมรถติดอีกต่างหากยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนั่งรถใกล้จะถึงหน้ามอแล้วรถยังมาติดอีกดิต้องลงจากรถเข้ามอเองรอรถคงสายมากๆแน่ๆเมื่อไปถึงห้องอาจารย์ก็ให้เพื่อนๆเราถึงคุณครูในดวงใจของแต่ละคนซึ่งเพื่อนบางคนพอพูดถึงครูน้ำตาซึมเลยทีเดียวเพราะซาบซึ่งสิ่งที่ครูสั่งครูสอนแล้วกลับมานึกคิดได้ว่าสิ่งที่ครูสอนนั้นเป็นสิ่งที่ดีต่อตัวเราทุกอย่างและมีเพื่อนคนหนึ่งที่พูดถึงครูของเขานั้นคือแม่พอพูดไปเลื่อยๆก็ทำให้คิดถึงอดีตที่แม่เคยทำงานกว่าจะมาถึงจุดๆนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียวทำให้ดิฉันฟังแล้วน้ำตาซึมปกติเป็นคนที่ร้องให้ยากมากแต่เพื่อนพูดถึงเรื่องนี้เอาซะน้ำตาตกเลยเหมือนมีแรงบันดาลใจและเป็นแรงกระตุ้นตัวเองให้ตัวเองตั้งใจเรียนขึ้นมาเยอะเลยที่เดียว

ประเมิณตัวเอง ตื่นสายมาเรียนสายควรปรับปรุงตัวเองให้มาเรียนแต่เช้า

ประเมินเพื่อน เพื่อนๆพูดถึงครูในดวงใจของแต่ละคนได้ดีมาก
ประเมินอาจารย์ อาจารย์เป็นคนอารมณ์ดีทำให้บรรยากาศในห้องเรียนสนุกสนานและอยากมาเรียนทุกๆวัน
เพื่อนที่มาเล่าครูในดวงใจของฉัน
บรรยากาศในห้องเรียน

วันอังคาร ที่17 เดือนตุลาคม 2560

วันอังคาร ที่17 เดือนตุลาคม 2560

เช้าอากาศแจ่มใสวันนี้เป็นวันที่ดีมากเพราะได้เรียนรวมกับเซค 2 มันก็จะเสียงดังและวุ่นวานนิดหนึ่งแต่อบอุ่นดีทำให้มีสีสันในห้องเรียนเมื่ออาจารย์มาถึงก่อนจะเข้าบทเรียนได้ถามถึงการบ้านที่สั่งไปดิฉันถึงกลับตกใจเลยว่ามีการบ้านหรอการบ้านที่สั่งนั้นคือการฝึกท่าบริหารสมองทั้ง 7 ท่า โห่ใครว่าทำง่ายและก็ไม่ได้ยากเลยถ้าไม่ฝึกทำบ่อยๆจะทำไม่ได้เลยยิ่งเฉพาะท่านับเลขด้วยมือ 1- 10 ต้องแยกประสาทดีๆไม่งั้นทำผิดแน่นอนเพราะดิฉันก็ทำไม่คล้องเหมือนกันเมื่อเข้าสู้บทเรียนก็มีภาพสตอเบอรี่แล้วถามว่าแว๊บแรกรั้วที่กันเราหน้าตาเป็นยังไงดิฉันก็ตอบไปว่าเป็นรั้วที่สูงกว่าหัวขึ้น บางคนตอบเตี้ยนิดเดียว คำถามต่อไปพอเข้าไปถึงไร่สตอเบอรี่ได้แล้วจะกินกี่ลูก บ้างคนก็ตอบกินหมดไร่ บางคนก็กินจนกว่าจะอิ่ม คำถามต่อมาเมื่อเจ้าของไร่มาเห็นจะแก้ตัวว่ายังไง บางคนก็ชวนกินสตอเบอรี่ บางคนขอโทษเจ้าของไร่ที่เข้ามาโดยไม่รับอนุญาติ บางคนจะชดเชยค่าเสียหายให้ คำถามต่อมาเมื่อเราเดินออกจากไร่สตอเบอรี่แล้วแล้วคิดยังไงในการกระทำของเรา บางคนก็ตอบว่าน่าจะเอาตระกร้ามา น่าจะขอซื้อมากินที่บ้าน เฉลยคือ การที่เรากั้นรั้วสตอเบอรี่นั้นหมายถึงการยับยั้งชั่งใจเราว่าจะไม่นอกใจแฟนรั้วใครเตี้ยติดดินคือแค่ก้าวข้ามก็ไปแล้ว รั้วใครสูงยิ่งมั่นคง รั้วทึบมั่นคงหนักแน่น เฉลยคำถามต่อไปคือ จำนวนกิ๊กที่จะมี เฉลยคำถามต่อมาเมื่อแฟนจับได้จะแก้ตัวว่ายังไงคนที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้คือคนที่จะซื้อของไปง้อแฟนพวกสายเปย์ เฉลยคำถามสุดท้ายคือการสำนึกในสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไป ทำให้เพื่อนบางคนถึงกลับโอ้โห่เลยทีเดียว ต่อมาก็ได้พูดถึงคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณของวิชาชีพครู


คุณธรรม คือ สิ่งหรือสภาพที่เกิดขึ้นในจิตใจมีผลทำให้จิตอยู่ในภาวะที่ดีงาม

จริยธรรม คือ สภาพของความประพฤติหรือพฤติกรรมที่แสดงออกอันพึงประสงค์คุณธรรมพื้นฐานมี 8 ประการ คือ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย สุขภาพ สะอาด สามัคคี มีน้ำใจ

ประเมินตนเอง ต้องมีไหวพริบที่เร็วมากกว่านี้ต้องตั้งใจเรียนมากกว่านี้

ประเมินเพื่อน เพื่อนๆสนุกสนานในการเรียนและตั้งใจเรียนประเมินอาจารย์ อาจารย์สอนสนุกมากๆ

เพื่อนนั่งฟังอาจารย์สอน


การถามเรื่องรูปสตอเบอรี่

การฝึกท่าบริหารสมองโดยท่า จีบ- แอล

เพื่อนเซค 1 และ เซค 2


การตรวจเล็บมือ


วันอังคารที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2560

คุณครูในดวงใจ

คุณครูในดวงใจ


คุณครูในดวงใจฉันคือครู วิไล เบิกบาล สอนในรายวิชาเคมี ท่านมีวิธีการสอนที่ให้เด็กเข้าใจง่ายถึงแม้ว่าวิชานี้จะเป็นวิชาที่อยากท่านก็สอนแบบไม่เครียดค่อยๆสอนไปทีละเรื่องให้เด็กเข้าใจบางทีก็มีเกมส์มาเล่นคลายเครียดและเกมส์ที่เล่นก็เป็นเกมส์ฝึกสมอง ฝึกให้คิดและมีไหวพริบเร็วเวลาเรียนด้วยแล้วมีความสุขสนุกสนานท่านเป็นคนให้คำปรึกษาที่ดีในทุกๆเรื่องเป็นผู้แนะนำการศึกษาต่อให้กับดิฉัน


วันที่ 3 ตุลาคม 2560


วันที่ 3 ตุลาคม 2560



ความรู้ที่ได้รับ: วันนี้ดิฉันไปสายรถติดมากกว่าจะถึง ม. และคาบนี้อาจารย์ได้พูดถึงแนวคิด หลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพ และวันนี้ก็ได้เพลงมาใหม่อีก 5 เพลงซึ่งเป็นเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย

ทฤษฏีบุคลิกภาพ

 (Theories of Personalities)
ทฤษฏีบุคลิกภาพแบบจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theories)
โครงสร้างบุคลิกภาพ (Id, Ego and Super Ego)
ซิกมัน ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาแบบจิตวิเคราะห์ คิดค้นทฤษฏีจิตวิเคราะห์กล่าวว่า บุคลิกภาพประกอบด้วย จิตของมนุษย์มีโครงสร้างของจิตเป็น 3 ส่วน Id, Ego and Super Ego เป็นพลังผลักดันให้บุคคลมีพฤติกรรมต่าง ๆ กัน จนกลายเป็นลักษณะของบุคคลจะทำงานสัมพันธ์กันไม่แยกจากกันอย่างเด็ดขาด
1.อิด (Id)
หมายความถึง ความปรารถนาเป็นต้นกำลัง และแหล่งรวมพลังงาน ที่มีพลังต่อบุคลิกภาพ Id ประกอบด้วยทุกสิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพันธุกรรมดั้งเดิม แรงกระตุ้นที่มีมาตั้งแต่แรกเกิด จัดเป็นสัญชาติญาณขั้นพื้นฐานของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้รวมถึงความต้องการของร่างกาย ความปรารถนาทางเพศ และแรงกระตุ้นความก้าวร้าว ตามทรรศนะของฟรอยด์
Id เป็นระดับจิตใต้สำนึกและทำงานตามหลักการแห่งความสุข (Principle of Pleasure) คือ มีความปรารถนาที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดเพื่อให้เกิดความพึงพอใจทั้งหมด Id แสวงหาแนวทางเพื่อให้มนุษย์ได้รับความสุข หลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยและความเครียดและทำให้เกิดความยินดี ตามที่ร่างกายของแต่ละบุคคลที่มีความต้องการในทันที ทันใด Id ประกอบด้วยความต้องการทางชีววิทยา และสัญชาติญาณ Id ไม่มีความสามารถที่จะคิดหรือศึกษา ไม่นับว่าเป็นตรรกวิทยา และไม่สามารถชี้ว่าถูกหรือผิด ดังนั้น Id ทำงานในแนวทางที่ไม่มีเหตุผลและไม่มีศีลธรรม ฟรอยด์ มีความเชื่อว่า บุคลิกภาพของเด็กทารกขึ้นอยู่กับ Id เกือบทั้งหมด จนกระทั่งเด็กมีการเจริญเติบโต ถึงอายุ 6 – 7 เดือน เมื่อร่างกายมีความต้องการทางชีววิทยาเกิดขึ้นก็จะเกิดความเครียดขึ้นใน Id ซึ่งต้องมีการพยายามผ่อนคลาย แนวโน้มของ Id พยายามที่จะลดความเครียดลงในทันทีทันใด เรียกว่าหลักการแห่งความสุข มี 2 แนวทาง ซึ่งอิดสามารถปลดปล่อยความเครียดโดยตนเอง คือ
แนวทางที่หนึ่ง โดยผ่านการปฏิบัติการสะท้อนอย่างง่าย เช่น การจาม ซึ่งบางครั้งก็สามารถลดความเครียดลงได้
แนวทางที่สอง ใช้ความปรารถนาที่ต้องการความสำเร็จ โดยผ่านความปรารถนาที่ต้องการความสำเร็จ Id จะทำให้เกิดจินตนาการทางความคิดเป็นรูปวัตถุ ซึ่งจะทำให้เกิดความพอใจ ต่อความต้องการนั้น และจะเป็นการช่วยลดความเครียดได้บ้าง

ตามทรรศนะของฟรอยด์ ความฝันก็เป็นแนวทางอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นการแสดงออกของความปรารถนาที่ต้องการความสำเร็จ และจะทำให้เกิดเป็นจิตสำนึก (Conscious Mind) ฟรอยด์ยืนยันว่าความฝันเป็นสิ่งที่มีความหมาย นั้นคือ คนที่นอนหลับมีความสามารถจำเรื่องที่ตนปรารถนาจากจิตใต้สำนึกที่ปรากฏในความฝันได้ก็จะมีความรู้สึกเกิดความกังวลใจ ในกรณีที่ฝันร้าย และบางทีก็ต้องตื่นขึ้นในเวลากลางคืน ดังนั้นความฝันที่เป็นความจริงก็จะถูกปิดบังไว้ ฟรอยด์พบว่า บางคนรู้จักใช้สัญลักษณ์ที่คล้ายกันสำหรับความฝันทีถูกปกปิดไว้นั้นคือ บุคคลจะต้องมีความเข้าใจถึงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งใช้แทนความฝันก่อนจึงจะสามารถแปลความหมายหรือทำนายความฝันที่เกิดจากจิตใต้สำนึกได้
2.อีโก้ (Ego)
 เป็นระดับจิตสำนึกบางส่วน ทำหน้าที่ตามหลักการแห่งความจริง (Reality Principle) และเชื่อแน่ว่า มีวัตถุอย่างหนึ่งที่มีความเหมาะสมหรือเป็นสภาพการณ์ที่มีความเป็นไปได้ เพื่อทำให้เกิดความพอใจต่อความต้องการของ Id ถ้าบุคคลหนึ่งมีความหิว Ego จะช่วยทำให้แต่ละบุคคลรู้จักแสวงหาอาหารมาได้อย่างเหมาะสม เพื่อช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้น จากความหิวมาจาก Id ถ้าปราศจาก Ego อิดจะต้องแสวงหาอาหาร หรือวัตถุอื่นเพื่อตอบสนองความพอใจต่อความต้องการนั้น
Ego เป็นส่วนที่มีความสำคัญของบุคลิกภาพ ทำหน้าที่ตัดสินให้สัญชาติญาณเกิดความรู้สึกพอใจเมื่อใด และอย่างไร ไม่เหมือนกับ Id คือ Ego มีขีดความสามารถใช้สำหรับพิจารณาตัดสินใจและอาศัยหลักการและความมีเหตุผล และสามารถระลึกนึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว เป็นส่วนช่วยชี้นำพฤติกรรมให้ได้รับความสุขสูงสุด และขจัดความเจ็บปวดให้มีน้อยที่สุด โดยรู้จักเลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุดเพื่อทำให้เกิดความพอใจต่อความต้องการของ Id เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในระยะยาว ตัวอย่างเช่น Ego อาจจะไม่ยอมให้คนงานคนหนึ่งแสดงความก้าวร้าวต่อนายจ้างโดยตรง (ซึ่ง Id มีความรักและชอบที่จะกระทำเช่นนั้น) เพราะว่าเป็นที่ทราบดีแล้วว่าการกระทำเช่นนี้ จะทำให้นายจ้างกระทำการนอกเหนืออำนาจ และจะมีการแทรกแซงต่อการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งในอนาคตได้
3.ซูเปอร์อีโก (Super ego)
เป็นระดับจิตที่อยู่ในจิตสำนึกเป็นบางส่วน มีหน้าที่ควบคุมการ แสวงหาความสุขของ Id จากแรงกระตุ้น Super ego ยอมให้ Id แสวงหาความสุขภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอน Super ego เป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลธรรม มโนธรรม สามารถจะบอกได้ว่า การกระทำใดถูกหรือผิดและจะยอมให้แรงกระตุ้นของ Id ได้รับการตอบสนองเป็นความสุข ก็เฉพาะการกระทำที่ถูกต้องทางด้านศีลธรรม มโนธรรม ไม่เหมือนกับ Ego ที่ยินยอมให้ Id กระทำได้ เมื่อเป็นสิ่งที่ ปลอดภัยหรือมีความเป็นไปได้ Super ego เป็นสิ่งที่เกิดจากการมีประสบการณ์ โดยได้รับการถ่ายทอด ฝึกอบรม มาจากพ่อแม่ จากการสอนทางด้านศีลธรรมของสถานศึกษา (Norms) ของสังคมที่เป็นมาตรฐานสำรับยึดถือและปฏิบัติของบุคคลในสังคม
ระบบจิตมนุษย์ทั้ง 3 ระดับนี้ ในการทำงานตามหน้าที่ย่อมจะต้องมีการต่อสู้ มีการยอมรับ มีการปรับตัวกัน มีความขัดแย้งกัน เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ ถ้าส่วนของจิตที่เป็น Id Ego Super Ego ส่วนใดเป็นฝ่ายชนะ บุคลิกภาพของบุคคลก็จะแสดงพฤติกรรมออกไปตามแนวของจิตฝ่ายที่ชนะ

ทฤษฏีพัฒนาการบุคลิกภาพของอีริคสัน

 (Erikson’s Theory of development)
อีริคสัน เอช อีริคสัน(Erikson H. Erikson) มีความคิดเป็นว่าพัฒนาการทางบุคลิกภาพเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกช่วงของชีวิต มิใช่สำคัญเฉพาะพฤติกรรมในช่วงแรกของชีวิตที่อยู่ใน Critical Period เท่านั้น ซึ่งพัฒนาการของมนุษย์มิได้เป็นไปเพื่อสนองความสุขความพึงพอใจทางด้านสรีระเท่านั้น แต่ยังจะต้องขึ้นอยู่กับสภาพทางจิต – สังคม ซึ่งหมายถึงลักษณะการอบรม เลี้ยงดู สัมพันธภาพระหว่าง พ่อ – แม่ ตลอดจนอิทธิพลของวัฒนธรรมในสังคมนั้นๆ ซึ่งเด็กจะแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อตนเองและสิ่งแวดล้อม (Self – Concept) และความรู้สึกนี้เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทางบุคลิกภาพ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ติดต่อสืบเนื่องกันไปตลอดชีวิต
ในแต่ละขั้นตอนของพัฒนาการทางบุคลิกภาพที่อีริคสันเสนอไว้มีโอกาสที่จะพัฒนาไปได้ไม่ทางบวก ก็ทางลบ ซึ่งมี 8 ขั้นตอนด้วยกัน อีริคสันมีความเห็นว่าพัฒนาการทางบุคลิกภาพเกิดขึ้นได้เนื่องจากคนมีการติดต่อสัมพันธ์กับสังคม ดังนั้นจึงเน้นที่สัมพันธ์ภาพระหว่างบุคคลและสังคมในแต่ละขั้นของการพัฒนาจะมี “ช่วงวิกฤต” (Critical Period) สำหรับที่จะพัฒนาเรื่องนั้น ๆ ซึ่ง อีริคสันหมายถึงผู้ที่มีบุคลิกภาพจิตดี ซึ่งจะเป็นลักษณะของคนที่สามารถเผชิญปัญหาหรือแก้ปัญหาทั้งปัญหาที่เกิดจากภายในตนเองและปัญหาจากภายนอก ด้วยการที่สามารถจัดระบบระเบียบความคิดและสามารถตัดสินใจได้

ในทางตรงกันข้ามถ้าในช่วงชีวิตใด พัฒนาการเป็นไปในทางลบมากกว่า เด็กผู้นั้นจะมีพัฒนาการทางบุคลิกภาพไม่สมบูรณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้ที่มีปัญหาในการปรับตัว นอกจากนั้นยังอธิบายว่า ถ้าพัฒนาการของ ego ในตอนแรกเป็นไปด้วยดีก็จะไปช่วยพัฒนา ego ในขั้นที่ 2 ต่อไป แต่ถ้าพัฒนาการในขั้นแรกไม่ดี ขั้นที่ 2 อาจจะพัฒนาไปในทางดีได้ ถ้าได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสมในช่วงนั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามอีริคสันชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลที่แต่ละขั้นมีต่อกันโดยที่พัฒนาการในขั้นหลังจะได้รับอิทธิพลจากขั้นก่อนนั้น
 จากทฤษฎีบุคลิกภาพทั้ง 10 ทฤษฎี นั้นจะนำไปใช้ในการประยุกต์ในการทำงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาตนเอง พัฒนาพนักงาน พัฒนาองค์การ ซึ่งแต่ละทฤษฎีก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ต่าง ๆ กัน แล้วแต่มุมมองการเลือกนำไปใช้

ทฤษฏีบุคลิกภาพของแอคเลอร์

 (Adler’s Personality Theory)
อัลเฟรด แอดเลอร์ (Alfed Adler) เป็นจิตแพทย์ที่ได้ค้นคว้าและพัฒนาบุคลิกภาพขึ้นมาใหม่ เรียกว่า จิตวิทยาปัจเจกชน (Individual Psychology) เชื่อในอิทธิพลของสังคม ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมของบุคคลจะเป็นอย่างไรนั้นถูกกำหนดโดยสังคมรอบตัว เช่น เศรษฐกิจ การเมือง ประเพณีวัฒนธรรม วิธีการเลี้ยงดูบุตร
แอดเลอร์ มีความเชื่อว่า บุคคลโดยพื้นฐานแล้วถูกจูงใจโดยปมด้อย บุคคลบางคนมีความรู้สึกเป็นปมด้อย เมื่อมีร่างกายพิการและมีความต้องการที่จะทำการชดเชยปมด้อยเหล่านั้น ความรู้สึกที่ตนเองมีปมด้อยทำให้เกิดแรงขับที่เรียกว่า ปมเด่น ตัวอย่างเช่น นักกวีชาวอังกฤษ ลอร์ด ไบรอน (Lord Byron) ชาพิการเป็นแชมป์ว่ายน้ำ บีโธเวน(Beethoven) หูพิการได้สร้างตนเองจนได้รับความสำเร็จเป็นนักดนตรีเอกของโลก
แอดเลอร์ มีความเชื่อว่า ความรู้สึกของตนเองจะแสดงบทบาทที่สำคัญ ในการสร้างรูปแบบของบุคลิกภาพ การรู้จักสร้างตนเอง และบุคลิกภาพแบบที่รู้จักตนเอง ก่อให้เกิดความพยายามที่จะเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย และสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ เพราะว่าศักยภาพนี้เป็นลักษณะพิเศษที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล ทรรศนะจิตวิทยาของแอดเลอร์เรียกว่า จิตวิทยาปัจเจกชน (Individual Psychology)

ความรู้สึกเป็นปมด้อย (Feeling of Inferiority) แอดเลอร์ กล่าวว่าบุคคลมีความพิการทางร่างกายมีความพยายามที่จะหาทางชดเชยความบกพร่องของตนเอง โดยการฝึกอบรมอย่างเร่งรีบ เด็กผู้หญิงที่พูดติดอ่าง จะพยายามเอาชนะอุปสรรคการพูดติดอ่าง โดยการพยามยามฝึกหัด จนกระทั่งสักวันหนึ่งเขาก็จะสามารถพูดได้เก่ง บางทีก็อาจจะได้เป็นผู้ประกาศข่าวทางวิทยุกระจาย เสียง เด็กผู้ชายที่มีขาไม่แข็งแรงจะมีความพยายามอุตสาหะฝึกฝนตนเอง ให้กลายเป็นนักวิ่งระยะไกลที่มีชื่อเสียง จากตัวอย่างเด็กหญิงและเด็กชายที่กล่าวมาแล้วนี้ แอดเลอร์มีความเชื่อว่า ปมด้อยมิได้เกิดจากความพิการในตัวของมัน ที่ทำให้เกิดแรงมานะพยายามที่จะเอาชนะปมด้อย แต่ที่จริงแล้วเกิดจากเจตคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งนั้น บุคคลที่มีความเป็นอิสระที่จะแปลความหมาย ความบกพร่อง ได้หลายแนวทาง หรือแม้กระทั่งว่าจะไม่ยอมรับรู้เลยก็ได้ ถ้าเขาไม่ยอมรับรู้เลยก็จะไม่ทำให้เกิดความพยายาม ที่จะทำลายพฤติกรรม ทำให้เกิดเป็นปมเขื่อง ชอบแสดงอำนาจความก้าวร้าวเพื่อปิดบังข้อบกพร่องของตน
แอดเลอร์ กล่าวว่า โครงสร้างบุคลิกภาพของบุคคลเกิดขึ้นจากเป้าหมาย 2 ชนิด
1. พยายามปรับตัวให้เข้ากับสังคม (Social Adaptation)
2. พยายามทรงไว้ซึ่งอำนาจ(Attainment of Power)
ประเมินตนเอง : มาเรียนสายต้องตื่นแต่เช้าให้มาเรียนทัน
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจฟังอาจารย์สอน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์อารมณ์ดีทุกคาบทำให้สนุกเวลาเรียน
เพลงเด็ก


วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

วันที่19กันยายน 2560


วันที่19กันยายน 2560

ความรู้ที่ได้รับ:ก่อนเข้าสู่บทเรียนอาจารย์ได้ฝึกท่าบริหารสมองทั้ง5ท่าเข้าสู่บทเรียนเลยละกันวันนี้เรียนเรื่องการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีสำหรับครูปฐมวัยประเภทของบุคลิกภาพแบ่งออกเป็น2 ประเภทคือ  

บุคลิกภาพภายนอก  คือ  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากภายนอกของแต่ละคน  สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ง่าย 

ใช้เวลาไม่นาน  แบ่งได้เป็น 4 หมวด คือ
            1.  รูปร่างหน้าตา
            2.  การแต่งกาย
            3.  กิริยาท่าทาง
            4.  การพูด

    บุคลิกภาพภายใน  คือ  สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ  หรืออุปนิสัยใจคอที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้  แก้ไขได้ยาก  เช่น
            1.  ความเชื่อมั่นในตนเอง
            2.  ความซื่อสัตย์สุจริต
            3.  ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
            4.  ความรับผิดชอบ

หลักและวิธีเสริมสร้างบุคลิกภาพ

            การยืน เดิน นั่ง  เป็นส่วนสำคัญที่บอกถึงบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล  งามอิริยาบถ  คือ  การเดิน  ยืน  นั่ง
เปิด-ปิดประตูขึ้นลงรถ  อย่างถูกต้องสวยงาม
            การรู้จักทำตัวให้เข้ากับบุคคล  สถานที่ และเวลา  อย่างถูกต้องถือว่ามีมารยาททางสังคมที่ดี  เช่น  การรู้จักกราบ
ไหว้ที่ถูกวิธี  และถูกกาลเทศะ  การรู้จักธรรมเนียมของชาวต่างชาติ  การปฏิบัติ ตนในงานเลี้ยงต่าง ๆ การไปเยี่ยมคนป่วย
การมอบดอกไม้แสดงความยินดีหรือให้ผู้อาวุโส  เป็นต้น
           บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และอาจเกิดอะไรขึ้นกับเราได้ทุกวินาทีนั้น
เราต้องพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะที่พร้อม  คือ ไม่ตกใจ ดีใจ เสียใจ กลัว เกินกว่าเหตุ
สามารถควบคุมท่าทางของตนเองได้เป็นอย่างดี

ปฐมวัยต้องเป็นคนใจเย็นควบคุมอารมณ์ตัวเองได้รักเด็กแต่งกายเรียบร้อยสุภาพดดูดี

ฟรอยด์  ได้อธิบายว่า  มนุษย์มีจิต  3  ระดับ  คือ  (1)  จิตสำนึก (Coscious  mind)  (2)  จิตก่อนสำนึก  หรือจิตใต้สำนึก (Preconscious  or  Subconscious  mind)  และ  (3)  จิตไร้สำนึก (Unconscious  mind)  เป็นตัวคอยควบคุมกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ให้แสดงพฤติกรรมออกมาต่าง ๆ  นานา ฟรอยด์กล่าวว่า   พลังผลักดันที่เป็นแรงขับให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมส่วนใหญ่แล้วมาจากจิตไร้สำนึก  จึงไม่ได้ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ   จากความคิดที่ว่าบุคคลเกิดการรับรู้เพียงส่วนน้อยที่เกี่ยวกับแรงผลักดันภายใน ที่จูงใจให้เกิดการกระทำ    จึงเป็นจุดเปลี่ยนความคิดที่สำคัญอันยิ่งใหญ่ต่อการเข้าใจบุคลิกภาพของมนุษย์  (Rathus,  quoted  in  Mowen  and  Minor.1998:202)

โครงสร้างของบุคลิกภาพ  (Structure  of  personality)
          ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์  เพื่อการอธิบายทำความเข้าใจงานเข้า ฟรอยด์ ได้บัญญัติศัพท์เฉพาะขึ้นมาเพื่ออธิบายโครงสร้างบุคลิกภาพว่า  ประกอบด้วยองค์ประกอบที่เป็นระบบ   อย่าง    คือ   อิด (id)    อีโก (ego)  และซุปเปอร์อีโก  (superego)  ระบบทั้ง  3  อย่างนี้จะรวมกันเข้าเป็นโครงสร้างของบุคลิกภาพขึ้น  แต่จะต้องเข้าใจว่าโอยแท้จริงแล้ว ระบบทั้ง  3   อย่างนี้ไม่อาจแยกเป็นส่วน ๆ  ได้เป็นเพียงองค์ประกอบโครงสร้างของจิตตามสมมติฐานเท่านั้น ไม่ใช่ตามสภาพทางสรีระของมนุษย์  ระบบของจิตทั้ง  3  อย่าง  ดังกล่าวอธิบายได้  ดังนี้

          1.  อิด (Id   หรือ  libido)   หมายถึง แรงขับทางร่ายกายที่กำกับบุคคลให้กระทำการต่าง ๆ ซึ่งติดตัวมาตั้งแต่เกิด และเป็นตัวกระตุ้นที่ค่อนข้างรุนแรง    อันเกิดจากภาวะของจิตไร้สำนึกเปรียบได้กับกิเลส  ตัณหา  หรือโลภ  ที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง อิดจึงเป็นแรงกระตุ้นดิ้นรนขวนขวายที่จะประพฤติปฏิบัติ ไปตามหลักที่เรียกว่า หลักแห่งความพอใจ” (pleasure principle) นั่นคือเพื่อหลีกเลี่ยงความเครียด   (avoid  tension)  และแสวงหาความพึงใจในทันที  เพื่อว่าความรู้สึกและอารมณ์ที่จะได้รับเป็นไปในทางบวก

          แต่อย่างไรก็ตาม ภาวะของจิตที่คิดไปนั้น อยู่ระดับจิตไร้สำนึกหรือไม่รู้สึกตัว  ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว    ไม่อาจจะกระทำได้อย่างเต็มที่     จะเห็นได้ว่าความคิดของจิตที่เกิดขึ้นในบัดดลฉับพลันหลาย ๆ  อย่าง    ไม่อาจจะรับหรือปฏิบัติได้ในสังคมที่เจริญ     ที่มีระเบียบแบบแผน  ตัวอย่างเช่น  เมื่อบุคคลเกิดความรู้สึกร้อนและกระหายน้ำ จิตของบุคคลนั้นก็จะกระตุ้นให้บุคคลนั้นไปหยิบหรือฉกฉวยอะไรบางอย่างที่เย็น ๆ   มาดื่ม โดยจะไม่คำนึงถึงว่าจำเป็นจะต้องซื้อ  หรือใครเป็นเจ้าของหรือไม่ (Loudon  and  Della  Bitta.1993:301)

          2.  อีโก (Ego)  หมายถึง  จิตที่รู้สำนึก ที่ก่อตัวและพัฒนาขึ้นมาเมื่อเด็กเจริญเติบโต  เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้  และความรู้สึกนึกคิด  จากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่สั่งสม  จึงทำให้อีโกได้รับการพัฒนาจนทำให้บุคคลมีความสามารถ   ในการคิดที่อยู่ในวิสัยแห่งความเป็นจริง  (realistic  thinking) รวมทั้งมีความสามารถเผชิญกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรกระทำ  จึงทำหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นนักบริหารหรือเป็นผู้จัดการของอิด  (a  manager  for  the  id)    โดยอีโกจะเป็นผู้เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม เพื่อสนองความต้องการตามสัญชาตญาณให้เกิดความพอใจ โดยยึดถือความเป็นจริงมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา  เนื่องจากจิตได้กำหนดความต้องการขึ้นมากจนเกินไป  อีโกจึงจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในวิสัยที่สามารถจัดการได้ โดยยึดถือความสำคัญของความต้องการแต่ละอย่างเป็นหลัก  รวมทั้งคอยขัดขวางยับยั้งควบคุมให้อิดแสดงออกที่เหมาะสม (Onkvisit  and  Show.1994:108)
ดังนั้นจังเห็นได้ว่า การปฏิบัติการของอีโก จึงเป็นการปฏิบัติตามหลักที่เรียกว่า หลักแห่งความเป็นจริง”  (Reality principle)  นั่นคือ ความสามารถที่จะเลื่อนเวลาปลดปล่อยความเครียดออกไปได้  จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม จากตัวอย่างข้างต้น  แม้ว่าบุคคลจะเกิดความหิว  ซึ่งอิดอาจจะกระตุ้นให้แย่งชิงอาหารจากเพื่อน  แต่อีโกก็จะห้ามปรามเอาไว้โดยให้เหตุผลว่า เป็นสิ่งไม่ควรปฏิบัติเพราะน่าเกลียดแสดงให้เห็นถึงความตะหละและป่าเถือน  จึงควรหักห้ามใจเอาไว้รอเวลาอีกหน่อยอาจจะได้รับอาหารมากกว่านี้  เป็นต้น

          3.  ซุปเปอร์อีโก  (Superego)  หมายถึง  องค์ประกอบส่วนที่สามของบุคลิกภาพเป็นส่วนของจิตที่เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของศีลธรรมจรรยา   และระเบียบประเพณีของสังคม  หรือเป็นมโนธรรมที่อยู่ในจิตของแต่ละบุคคล  อันเกิดจากการเลี้ยงดูอบรมของครอบครัวและสังคม  สามารถแยกออกได้ว่าอะไรคือ  ความถูกต้องและเป็นสิ่งดีงาม  อะไรควรหรือไม่กระทำ   จึงทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมทั้งอิดและอีโก เพื่อให้อีโกประพฤติปฏิบัติให้อยู่ในทำนองคลองธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคม  ไม่ปฏิบัติตามที่จิตเรียกร้องทุกอย่าง

          ความสัมพันธ์กันระหว่างพลังจิตทั้ง  3   ส่วนนี้   นักจิตวิทยาบางท่านได้เปรียบเทียบไว้ว่า อิดเปรียบเสมือนส่วนประกอบพื้นฐานของบุคลิกภาพทางด้านชีววิทยา ส่วน   อีโก เปรียบเสมือนส่วนประกอบของบุคลิกภาพทางด้านจิตใจ  และ  ซุปเปอร์อีโก     เปรียบได้กับส่วนประกอบของบุคลิกภาพทางด้านสังคม (นิภา  นิธยายน.2530:39)   บุคลิกภาพของคนจะมีลักษณะเช่นใดนั้น  จึงขึ้นอยู่กับพลังใดมีอำนาจถ้าอิดมีอำนาจสูง บุคคลนั้นก็จะมีบุคลิกภาพแบบเด็ก เอาแต่ใจตนเอง ถ้าอีโกมีอำนาจสูง  บุคคลนั้นก็จะมีบุคลิกภาพแบบผู้ใหญ่มีเหตุผล   ถ้าซุปเปอร์อีโกมีอำนาจสูง    คนนั้นก็จะเป็นคนมีอุดมคติเป็นนักทฤษฎี (ปรีชา  วิหคโต.2533:242) ความสัมพันธ์ของพลังจิตทั้ง 3  ส่วน  จึงสรุปได้ว่า  อีโก  เป็นหน่วยปฏิบัติการ เป็นตัวกลางในการแสดงออกซึ่งบุคลิกภาพ และจะปฏิบัติตามแรงผลักดันของอิด  โดยมีซุปเปอร์อีโกเป็นผู้ควบคุม
ประเมินตนเอง: ตั้งใจมาเรียนถึงแม้จะเรียนเช้า
ประเมินเพื่อน: ตั้งใจเรียนทุกคน
ประเมินอาจารย์: อาจารย์หาเพลงใหม่ๆมาให้ร้องอยู่เสมอทำให้บรรยากาศในห้องเรียนไม่เครียด
ภาพบรรยากาศในห้องเรียน

ภาพบรรยากาศในห้องเรียน

เพลงเด็ก




วันพุธที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2560

วันที่ 12 กันยายน 2560

วันที่ 12 กันยายน 2560





ความรู้ที่ได้รับ: วันนี้อากาศดีก่อนเข้าสู่บทเรียนอาจารย์ได้ฝึกบริหารสมองโดยใช่ท่าของอาทิตย์ที่แล้วมาฝึกสมองวันนี้ทำให้มีสมาธิมากขึ้นเข้าสู่บทเรียนวันนี้อาจารย์ได้สอบร้องเพลงคนละหนึ่งเพลงให้เลือกเพลงที่คิดว่าตัวเองร้องเพราะมากที่สุดมาหนึ่งเพลงดิฉันได้ร้องไปสามเพลงเพี้ยนทุกเพลงแต่สุดท้ายก็ได้ร้องเพลง พี่น้องกันถึงจะเพี้ยนแต่มีความตั้งใจต่อมาก็ได้คัดลายมือและเพิ่มรายชื่อในกลุ่มบล็อก

ประเมินตนเอง: ตั้งใจร้องเพลงและทำงานที่อาจารย์สั่งให้เสร็จทันเวลา

ประเมินเพื่อน: เพื่อนทุกคนตั้งใจเรียนและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน


ประเมินอาจารย์: อาจารย์สอนสนุกทุกสัปดาห์ทำให้อยากมาเรียนในทุกๆคาบทีี่อาจารย์สอน
ภาพกิจกรรม
การร้องพลงหน้าชั้นเรียน
ท่าบริหารสมอง





วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2560

วันพุธ ที่22 สิงหาคม 2560

วันพุธ ที่22 สิงหาคม 2560



ความรู้ที่ได้รับ: วันนี้ดิฉันก็ได้มาเรียนตอนเช้ามีความตั้งใจที่จะมาเรียนในวิชาอาจารย์โดยเฉพาะเพราะว่าสนุกและไม่เครียดมากจนเกินไปวันนี้อาจารย์ได้นำเพลงมาให้ร้องอีก 5เพลง คือ เพลง ตา หู จมูก เพลงแมงมุมลาย เพลงศีรษะ เพลง รัก รัก รัก เพลง บอกว่า.....น่ารักจัง โดย อาจารย์จะพาร้องก่อนเพื่อเป็นตัวอย่างในการร้องและเพลงที่นำมานี้มีเพลงที่มีท่าฝึกสมองด้วยและที่สำคัญคือวันนี้อาจารย์ได้มีการบ้านมาด้วยคือการคัดลายมือ
ประเมินตนเอง:วันนี้ดิฉันตั้งใจเรียนฟังอาจารย์สอนทุกอย่างให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมภายในห้องเรียน
ประเมินเพื่อน:เพื่อนๆตั้งใจเรียนทุกคนและให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม
ประเมินอาจารย์: อาจารย์สอนดีมากและสนุกมากๆทำให้อยากมาเรียนทุกวัน

ผลงาน

การคัดลายมือ



เพลงมาใหม่ 5 เพลง


ตัวอย่างการคัดตัวพยัญชนะ สระและวรรณยุกต์ 

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2560

                      เช้าอากาศแจ่มใสวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเรียนรายวิชาคุณลักษณะความเป็นครูปฐมวัยของเทอมที่ 1 รู้สึกว่าเรียนแปบเดีย...